การดื่มน้ำอย่างถูกวิธี

posted on 01 Sep 2009 11:17 by virort-vongtang

 

น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมากกว่าอาหารคนเราสามารถอดอาหารเป็นระยะเวลานานๆ ได้ แต่ร่างกายไม่สามารถขาดน้ำได้นานเกินกว่า 4 วัน การดื่มน้ำในแต่ละวันก็ส่งผลต่อสุขภาพของคุณได้เช่นกันนะคะซึ่งคุณอาจจะไม่รู้ตัวว่า คุณอาจจะกำลังดื่มน้ำแบบผิดวิธีอยู่ก็ได้ค่ะ

ดื่มน้ำมากเกินไป ร่างกายก็เหมือนแก้วน้ำล้น
หลาย คนคงเข้าใจว่า เมื่อร่างกายต้องการน้ำจึงดื่มน้ำในปริมาณที่มากเกินไปผลที่ตามมาก็คือ เกิดอาการท้องอืด ปัสสาวะบ่อย แล้วสีของปัสสาวะก็จะใส ซึ่งการปัสสาวะที่อยู่ในระดับปกติจะออกสีเหลืองอ่อนและถ้าขาดน้ำ ปัสสาวะจะมีสีเหลืองเข้ม และเมื่อปัสสาวะบ่อยๆ นานๆ เข้า ทั้งยังไม่ยอมลุกไปเข้าห้องน้ำอีกหรือชอบกลั้นปัสสาวะก็จะเกิดอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

ดื่มน้ำน้อยเกินไป ร่างกายก็เหมือนต้นไม้เหี่ยวเฉา
การ ดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายได้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายแต่ถ้าดื่มน้ำในปริมาณที่น้อยต่อความต้องการของร่างกายผิวหนัง ผิวกายและเส้นต่างๆ ก็จะตึงเพราะเลือดจะข้นมาก ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น โดยการสูบฉีดเลือดซึ่งเป็นไปอย่างความยากลำบากการส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายก็จะทำงานช้าลง แต่ถ้ารับน้ำในปริมาณที่พอเหมาะน้ำก็จะเข้าไปรวมตัวกับเลือดเพื่อให้เลือดลดปริมาณความข้น หัวใจก็สามารถสูบฉีดเลือดได้สะดวกและการน้ำไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายก็ง่ายขึ้น

ควร/ไม่ควร ในการดื่มน้ำเพื่อให้มีสุขภาพดี

ควร ...ดื่มน้ำทีละอึก ค่อยๆดื่ม เพราะร่างกายจะดูดซึมได้ดีกว่า

ไม่ควร ... ดื่มน้ำรวดเดียวหมดเพราะร่างกายจะดูดซึมได้ช้าและยังเกิดอาการจุกเสียดกระเพาะและอึดอัดท้อง

ควร ... ดื่มน้ำอุ่นตอนเช้า3-5 แก้วเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า เพื่อให้ร่างกายได้ขับถ่ายของเสียและสารพิษในร่างกาย

ไม่ควร ... ดื่มน้ำเย็นก่อนนอนเพราะจะทำให้เวลากลางคืนที่คุณหลับ จะลุกขึ้นมาปัสสาวะ ซึ่งจะทำให้การนอนหลับของคุณขาดช่วงเท่ากับว่าคุณต้องไปเริ่มกระบวนการพักผ่อนใหม่อีกครั้ง (ควรดื่มน้ำอุ่นแทนการดื่มน้ำเย็นเพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้ปกติ)

ควร ... ดื่มน้ำผลไม้ ชนิดไม่แยกกากหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของธัญพืชชงร้อนๆ ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นและเติมไฟเบอร์ให้ร่างกาย การขับถ่ายก็จะง่ายขึ้น

ไม่ควร ... ดื่มน้ำอัดลม เพราะยิ่งจะไปเพิ่มปริมาณแก๊สในกระเพาะส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย

ควร ... ดื่มน้ำหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว15-30 นาที เพื่อให้อาหารที่รับประทานเข้าไปย่อยให้หมด

ไม่ควร ... ดื่มน้ำตาม เวลารับประทานอาหารเพราะจะทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปเข้าอืด ส่งผลให้อาหารไม่ย่อย ก็จะเกิดอาการปวดท้อง(แต่สามารถจิบน้ำซุประหว่างรับประทานอาหารได้)

แค่คุณเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำคุณก็จะมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายๆ แล้วค่ะ





      ใครที่คิดว่าตัวเองน้ำหนักเยอะ และอยากลดน้ำหนักอยู่ รู้หรือไม่ว่า การดื่มน้ำเปล่ามากกว่า 2 ลิตรต่อวัน จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้


      นักวิจัยของมหาวิทยาลัยชาไรต์ที่กรุงเบอร์ลิน พบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำได้มากถึงวันละ 2 ลิตรนั้น จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญอาหารได้เพิ่มขึ้นอีกถึงวันละ 150 แคลอรี่ 

   
   ศาสตราจารย์ไมเคิล บอสชมานน์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า เพราะน้ำที่ดื่มจะเข้าไป จะไปปลุกประสาทซิมพาเทตติก ซึ่งควบคุมการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ทำให้ช่วยกำจัดแคลอรี่ที่ เกินลดน้อยลงไปได้

      วารสารเรื่อง “วิทยาการต่อมไร้ท่อและการเผาผลาญอาหารภายในร่างกาย” เปิดเผยว่า นักวิจัยยังได้บอกเตือนไว้ว่า “หากจะดื่มน้ำเพื่อลดน้ำหนักนั้น ควรจะเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น หากดื่มน้ำแร่หรือน้ำอัดลม จะกลับกลายเป็นโทษได้” 

ใครอยากลดน้ำหนักก็ลองทำตามกันดูได้

การศึกษาใหม่พบแสงแดด (daylight) มีฤทธิ์สลายไขมัน โดยไปเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันแบบเงียบๆ

     คนเรามีไขมันพิเศษประเภท "ไขมันสลายไขมัน" หรือไขมันสีน้ำตาล (brown adipose tissue / BAT) เนื่องจาก 'bat' แปลว่า "ค้างคาว"

    ต่อไปจะขออนุญาตเรียกว่า เจ้าไขมันแบ๊ตแมน (Batman; bat = ค้างคาว; man = คน) หรือไขมันมนุษย์ค้างคาวแบบในหนัง เพราะเราไม่เคยพบ "นกมีหู หนูมีปีก" หรือค้างคาวอ้วนเลย!

    ข่าวดีคือ ไขมันชนิดนี้เปลี่ยนสารอาหารเป็นกำลังงานความร้อน (heat) และเผาผลาญกำลังงานได้ นั่นคือ ทำหน้าที่คล้ายฮีตเตอร์ (heater) หรือเครื่องทำความร้อน

    ไขมันแบ๊ตแมนพบมากในเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเจ้าตัวน้อยลดต่ำลง (hypothermia; hypo- = น้อย; thermia = อุณหภูมิ ธาตุไฟ) ซึ่งทำให้ถึงตายได้

    ทีนี้ข่าวดีย่อมมาคู่กับข่าวร้าย... ข่าวร้ายคือ ไขมันแบ๊ตแมนมักจะหยุดทำงานหลังวัยเด็กเล็ก หรืออยู่ในสภาพเฉื่อยเรื่อยเปื่อยไปวันๆ

    การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การใช้เวลาอยู่ที่ที่มีอากาศเย็น ช่วยกระตุ้นให้ไขมันแบ๊ตแมนเริ่มต้นทำงานใหม่ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ผล

    ศ.ไมเคิล ไซมอนส์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยนอททิงแฮม UK ค้นพบว่า แสงแดด (daylight) และอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม (ambient temperature; ambient = รอบๆ แวดล้อม; temperature = อุณหภูมิ) เป็นตัวควบคุมการทำงานของไขมันแบ๊ตแมนในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammals มาจากรากศัพท์ของคำกลุ่มตัว 'm' หรือ "มะ" ว่า "น้ำนม") ขนาดเล็ก

    ไขมันแบ๊ตแมน (BAT) มักจะถูกกระตุ้นในหน้าหนาวผ่านกลไกสำคัญคือ

    (1). อุณหภูมิลดลง
    (2). แสงแดดช่วงกลางวันลดลง

    ข่าวที่เป็นเหมือน "เคราะห์ซ้ำกรรมซัด" หรือ "พระศุกร์เข้า-พระเสาร์แทรก" คือ ภาวะโลกร้อน (global warming; globe = ลูกโลก) ทำให้ฤดูหนาวสั้นลง การกระตุ้นไขมันแบ็ตแมนได้ผลน้อยลง

    ไขมันแบ๊ตแมนสร้างความร้อนได้มากจนถึง 300 เท่าของเนื้อเยื่ออื่นๆ ทั้งหมด เมื่อเทียบน้ำหนักกรัมต่อกรัม

    การศึกษานี้ทำในคนไข้เบาหวาน 3,500 คนพบว่า ผู้หญิงมีไขมันแบ๊ตแมนมากกว่าผู้ชาย และปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นไขมันนี้ได้ คือ แสงแดดมากกว่าอุณหภูมิ

    การศึกษานี้บอกเราว่า ถ้าอยากลดความอ้วน... กลางวันควรออกไปรับแสงแดดอ่อนตอนเช้าหรือเย็น เดินเร็วมากๆ สลับเดินช้าไปด้วยอาบแดดไปด้วย (ไม่จำเป็นต้องเปลื้องผ้า) 10-15 นาที, ขึ้นลงบันได 7 นาที (เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ), และกลางคืน... อย่าเปิดไฟจ้า

    ถ้าเปิดไฟจ้าตอนกลางคืน... จะทำให้ช่วงเวลาได้รับแสงจ้านานขึ้นคล้ายฤดูร้อน ไขมันแบ๊ตแมนจะทำงานน้อยลง

    ทุกวันนี้มีบริษัทรับเพาะเลี้ยงเซลล์ผิวหนังไว้ปลูกถ่ายเวลาไฟไหม้-น้ำร้อนลวกในสหรัฐฯ แล้ว

    ต่อไปอาจจะมีบริการรับดูดไขมันไปสกัดหาเซลล์ไขมันแบ๊ตแมน เพาะให้โต แล้วนำมาฉีดกลับตรงโน้นตรงนี้ เพื่อรักษาโรคอ้วน หรือทำให้สัมผัสกายบางส่วนนุ่มและอุ่นได้เป็นพิเศษก็เป็นไปได้

    หรือไม่อย่างนั้นต่อไปโลกเราอาจจะมีธนาคารไขมันแบ็ตแมน ฉีดเข้าไปให้ผอม, แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งฝันกลางวันนาน... ขอให้ควบคุมอาหาร-เดินรับแสงแดดอ่อน-กลางคืนอย่าเปิดไฟจ้า น่าจะดี..